Build a second brain

สวัสดีค่าาาทุกคน วันนี้แจ๊คจะมาแชร์การ Build a second brain เป็นเนื้อหาที่แจ๊คได้เรียนมาจากใน Bootcamp แล้วนำมาสรุปนะคะ อ่านไม่เกิน 5 นาทีค่าา 😊

เพื่อนๆอาจจะสงสัยกันนะคะว่า second brain เนี่ยมันคืออะไร แจ๊คอยากให้เพื่อนๆลองคิดเล่นๆนะคะว่าในวันๆนึงเนี่ยเราพบเจอหรือคิดอะไรบ้าง ลองคิดแล้วลิสต์ออกมา

จะเห็นว่าไม่ใช่ทั้งหมดใช่มั๊ยล่ะคะที่เพื่อนๆคิดออก หลายอย่างคือลืมไปแล้ว 🤣 เพราะวันนึงมีอะไรไหลเข้ามาในหัวเราเยอะแยะไปหมด ไหนจะสิ่งที่คิด สิ่งที่เห็น เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น บอกเลยว่ายังไม่แก่อย่างแจ๊คเองเป็นแค่วัยรุ่นตอนปลายเลข 2 ก็ลืมได้ 555555

🤓 ทำไมเราถึงต้องสร้าง Second brain?

“You mind is for having ideas, not holding them.”

David Allen, Getting things done.

  • จุดอ่อนของสมองเราคือเราไม่สามารถยัดทุกๆอย่างเข้าไปได้โดยที่จะไม่มันไหลออกมา และปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราลืมหลายๆอย่างไปค่ะ ปัญหาอยู่ที่เราดันลืมสิ่งที่เราพยายามจะจดจำต่างหาก อย่างไอเดียแจ่มๆในการทำงาน ชื่อหนังที่เปิดเจอระหว่างกำลังไถหน้าจอโทรศัพท์ เพลงลึกลับ (ไม่เคยได้ยิน) ที่บังเอิญไปได้ยินที่ร้านกาแฟแล้วอยากจะเพิ่มมันลงในเพลย์ลิสต์แต่ยังไม่ได้ทำ กำหนดส่งงานหัวหน้า นัดต่างๆอย่างนัดคุยงานกับลูกค้า การสร้าง second brain จะช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้
  • เหมือนเราได้สร้างห้องสมุดส่วนตัว ที่เก็บรวบรวม ไอเดีย ความรู้ ประสบการณ์ รูปภาพ วีดีโอ สิ่งบันเทิง สิ่งต่างๆที่เราต้องการจะเก็บมันไว้ ที่แม้จะลืมเราก็หามันได้จากที่นี่ โดยบรรณารักษ์จะเป็นใครไปไม่ได้ ก็ต้องเป็นตัวเราเองนี่แหละค่ะที่จะคอยช่วยจัดการข้อมูลต่างๆที่เราได้เพิ่มลงไปในห้องสมุดแห่งนี้ให้เป็นระเบียบ เวลาที่เรามาเบิกหนังสือก็จะช่วยให้เราสะดวกในการค้นหามากขึ้น และประหยัดเวลามากกว่าการไปเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น (ลืมไม่พอ ไม่ได้จดไว้อีกต่างหาก 😭)

Input —> Second Brain —> Output

A thinking tool + production system

  • Second brain ไม่ได้เป็นแค่ที่เก็บข้อมูลให้เรา แต่หลายๆอย่างที่เราได้บันทึกลงไป (Input) ช่วยให้เราได้ตกผลึกความคิด และเมื่อมันมาอยู่รวมกันมันสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เราได้ (Output)

อ่านมาถึงตรงนี้คงเห็นประโยชน์ในการสร้าง second brain แล้วใช่ไหมล่ะคะ แจ๊คขอบอกเลยว่านี่ยังไม่หมด แจ๊คขอเรียกมันว่า “ผลพลอยได้” แล้วกันนะคะ เวลาที่เราได้เขียนและได้ตกผลึกความคิดกำไรที่เราจะได้ติดมาด้วยเลยก็คือ

  1. กระบวนการคิดเราจะแข็งแรงขึ้น
  2. เราจะเชื่อมโยงความคิดได้ดีขึ้น
  3. ประหยัดเวลามากขึ้น
  4. มองเห็นมุมมองใหม่ๆจากการตกผลึก ปรับมุมมองตัวเองจากสิ่งที่เคยเชื่อ ซึ่งมุมมองเดิมอาจจะไม่ได้ถูกต้อง 100%

How to build a second brain?

ลองนึกภาพว่าตัวเราในอนาคตอีก 5 ปี 10 ปีต้องกลับมาอ่าน คงจะไม่เกิดประโยชน์อะไรถ้าจดไว้แล้วมาอ่านอีกทีดันอ่านไม่รู้เรื่อง สิ่งสำคัญคือเราต้องเขียนมันหรือจัดระเบียบมันให้ดีตั้งแต่ทีแรก CODE Method จะช่วยให้เราจัดระบบการสร้าง second brain ของเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นค่ะ

CODE METHOD

Capture

  • เก็บข้อมูล ข้อมูลที่ว่าคือสิ่งที่เราจดหรือบันทึกไว้กันลืมยังไม่ได้ย่อยอะไร

Organize

  • เรียบเรียงข้อมูล จัดระเบียบตาม “PARA Method” ย้ายไปมาได้ตามสถานะการณ์ 😆
    • Project
      • Short-term เช่น โปรเจ็คที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ ระยะสั้นมีกำหนด deadline ชัดเจน
    • Area
      • long-term responsibility ทำไปเรื่อยๆ ไม่มีกำหนด ทำได้ทุกวันเป็นกิจวัตร เช่น  Self Development การบริหารจัดการเงิน ตารางอาหาร ตารางออกกำลังกาย
    • Resource
      • Interesting สิ่งที่เราสนใจ และแชร์ให้คนอื่นได้ด้วย (อะไรดีๆและมีประโยชน์ รวมแม้กระทั่งงานอดิเรกของเรา😊)
    • Archive
      • Inactive อื่นๆที่ไม่ได้อยู่ใน PAR จบไปแล้ว เช่น โปรเจ็คที่ทำเสร็จแล้ว

Distill

  • การกลั่น ข้อมูลที่เราเก็บมาเราจะเอามาย่อยในขั้นตอนนี้
    • progressive summarization
      • Capture ➡️ copy all
      • Bold ➡️  ทำตัวหนาประโยคที่คิดว่าสำคัญ
      • Highlight ➡️ highlight คำที่เป็นใจความสำคัญในตัวหนา
      • Executive ➡️ ย่อยมันออกมาเป็นภาษาของตัวเอง

Express

  • ส่งต่อ นำข้อมูลที่ผ่านการย่อยมาประยุกต์ใช้ สร้างผลงาน แชร์ต่อเพื่อเพิ่ม Value ให้กับมัน ไม่ปล่อยมันไว้ทิ้งไว้เฉยๆ อย่างเช่นการเขียนบทความ การนำไปเล่าให้ความรู้

และนี่คือสิ่งที่แจ๊คอยากจะนำมาแชร์ให้ทุกคนได้อ่าน หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อนๆนะคะ และในบทความหน้าแจ๊คจะพาทุกคนมาสร้าง Templet ตามหลัก PARA Method ไว้ใช้กัน ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ❤️😊

SUMMARY
  1. สมองของเราเหมาะกับการใช้คิดวิเคราะห์ มากกว่าการเก็บบันทึกทุกอย่างลงไปในหัว
  2. Second brain คือห้องสมุดของตัวเราเอง
  3. บรรณารักษ์คือตัวเราเอง ที่จะจัดการข้อมูลต่างให้เป็นระเบียบ
  4. เป็น Production system นำข้อมูล Input มาเข้า Processes ออกมาเป็น องค์ความรู้ใหม่ (Output)
  5. กระบวนการคิดจะแข็งแรงขึ้น เชื่อมโยงความคิดได้ดีขึ้น ประหยัดเวลามากขึ้น เปิดโอกาสให้ตัวเองได้ปรับมุมมองใหม่จากสิ่งที่เคยเชื่อ
  6. เขียนให้ดีแต่แรก เพื่อให้ตัวเองในอนาคตใช้ประโยชน์จากมันได้จริงๆ
  7. CODE Method
    • Capture (เก็บข้อมูล)
    • Organize (เรียบเรียง)
    • Distill (ย่อย)
    • Express (ฺแชร์)
  8. PARA Methode
    • Capture – All
    • Bold – ประโยค
    • Highlight – คำ/วลีสำคัญ
    • Executive – สรุปเป็นภาษาตัวเอง

← Back

Thank you for your response. ✨

Rating
Warning

Leave a comment